หลักการและแนวคิดในการจัดสวน.................................................................................................. สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้ด้านศิลปะ อาจลังแลในการจัดวางองค์ประกอบในสวน
แต่ถ้าศึกษาด้วยตนเองหรือจดจำ
จากตัวอย่างในหนังสือเกี่ยวกับสวน
ไม่ช้าก็สามารถเรียนรู้จากการทดลองทำ เริ่มจากสวนในบ้านของตัวเอง
เป็นการฝึก
จะพบว่าไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่สำคัญ คือ การเลือกพันธุ์ไม้ที่มีธรรมชาติ
หรือความต้องการ ดิน น้ำ แสง เหมือนๆ กัน มา
ปลูกรวมกัน
ต้นไม้ก็จะอยู่รอดอย่างงดงามได้ สิ่งสำคัญอันดับต่อไปคือ
การจัดการเรื่องระบบรดน้ำ และระบบระบายน้ำ
จัดให้มีก๊อกน้ำเพียงพอและสะดวกในการรดน้ำ
ทำรางระบายน้ำ ป้องกันการเกิดน้ำท่วมขัง การบำรุงรักษาต้องสม่ำเสมอ
มีการให้ปุ๋ยทุกๆ เดือน และไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว
ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นส่วนมากเพราะจะทำให้ดินไม่แข็งเป็นก้อน
ควรหลีกเลี่ยงยาฆ่าแมลง
หากไม่จำเป็น หรือใช้ยาฆ่าแมลงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น สะเดา สวนที่ดีต้องมีความปลอด
ภัยทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้น ควรมีแสงสว่างเพียงพอในยามค่ำคืน
เพื่อป้องกันทรัพย์สินและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
ทางเดินในสวนควรใช้ วัสดุที่ไม่เรียบจนลื่น
ไม่หยาบจนเดินลำบาก "หลักการที่แนะนำนี้ใช้ได้กับสวนทุกประเภท"
หลักการเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับทิศ..........................................................................................
การเลือกตำแหน่งปลูกต้นไม้แต่ละชนิด ควรเรียนรู้ให้รู้ชัดว่าต้นไม้แต่ละชนิดต้องการน้ำ
และแสงมากน้อยแค่ไหน ตำแหน่ง
ที่ควรปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา คือทิศใต้ และทิศตะวันตก
ซึ่งมีแดดจัด แต่หากปลูกต้นไม้จนทึบ ก็จะทำให้ลมไม่เข้าบ้าน เพราะ
ลมพัดมาจากทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้
เนื่องจากดวงอาทิตย์จะอ้อมไปทางด้านทิศเหนือเพียงปีละ 4 เดือนเท่านั้น ส่วนอีก
8 เดือน ดวงอาทิตย์จะอ้อมทางด้านทิศใต้ดังนั้นการเข้าใจตำแหน่งของดวงอาทิตย์จะเป็นการทำให้ต้นไม้ได้รับแสง
อาทิตย์อย่างเพียงพอ
ทิศเหนือ
ถ้าหากอาคารมีความสูงมากกว่าหนึ่งชั้น หรือ ประมาณ 6 เมตร เงาของบ้านจะทำให้ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านได้รับแสงแดด
น้อยหรือไม่ได้รับแสงเลย
ควรเลือกพันธุ์ไม้ที่ชอบร่มรำไร เช่น จั๋ง สาวน้อยประแป้ง เขียวหมื่นปี พลูชนิดต่างๆ
และพันธุ์ไม้
ประเภทไม้ใบอยู่ในที่ร่มได้ สำหรับพันธุ์ไม้คลุมดิน ที่ชอบร่ม ได้แก่ พลูเลื้อยต่างๆ
พลูกำมะหยี่ พลูทอง เฟิน สวีดีชไอวี่
ดีปลี ไม้ตระกูลหนวดปลาดุก เปปเปอร์ และลิ้นมังกรชนิดต่างๆ
ทิศใต้
เป็นทิศที่แดดเข้าตลอดวัน และเกือบตลอดปี เพราะประเทศไทยพระอาทิตย์อ้อมใต้เป็นเวลานาน
การใช้ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
จึงเป็นทางป้องกันอย่างหนึ่ง ดังนั้นพันธุ์ไม้ที่เลือกปลูกจึงควรมีใบทึบข้างบนและโปร่งด้านล่าง
เพื่อให้ลมพัดผ่านเข้าบ้านได้
พันธุ์ไม้ที่ให้ร่มเงา และใบไม่ร่วงได้แก่ กระทิง สารภี มะฮอกกานี มะขาม แคแสด
สำหรับพันธุ์ไม้ที่ให้ดอกสวยงาม แต่ผลัด
ใบทั้งต้นในบางฤดูได้แก่ กัลปพฤกษ์ กระพี้จั่น
เสลา คูน หางนกยูง เหลืองอินเดีย เป็นต้น พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ควรปลูกด้านนี้
ได้แก่ จำปี จำปา บุหงาส่าหรี โมก พิกุล ประยงค์
แก้ว กันเกรา ปีป ตีนเป็ดน้ำ ลำดวน
ทิศตะวันตก
ทิศนี้ได้รับแดดจัดตลอดบ่าย ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงา อาจเป็นพันธุ์ไม้ที่ให้ดอกตามฤดูกาล
เช่น เสลา คูน กัลปพฤกษ์ ประดู่แดง
ประดู่อินเดีย พันธุ์ไม้ทิศนี้จะทำหน้าที่กันแดดช่วงบ่าย
ซึ่งร้อนแรงทำให้ผนังบ้านด้านนี้เย็น และช่วยประหยัดพลังงาน
ในเวลาค่ำคืน ซึ่งถ้าที่บ้านมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะปลูกไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
อาจใช้อโศกอินเดีย หมากเขียว หมากเหลือง กล้วยพัด
ก็เหมาะสมดี หากพื้นที่น้อยอาจใช้พันธุ์ไม้ไต่หรือเกาะผนัง
เช่น ตีนตุ๊กแก ดีปลี หรือพลูบางชนิดก็ช่วยกันแดดได้ดีขึ้น
ทิศตะวันออก
ทิศนี้จะได้รับแดดครึ่งวัน หลังเที่ยงไปแล้วจะได้รับร่มจากตัวบ้าน ควรปลูกไม้ที่ไม่ต้องการแดดตลอดวัน
เช่น ไผ่
(ใบจะร่วงน้อยถ้าได้แดดเช้า) หรือพันธุ์ไม้ที่มีใบละเอียด หรือใบเล็ก
จะดูสวยงามมาก เมื่อมองผ่านแดดเช้า ได้แก่ ปีป
เลี่ยน โมก พู่ชมพู มะขามป้อม หลิวจีน
ชิงชัน ไผ่เลี้ยง อรพิม เป็นต้น ไม้พุ่มได้แก่ ฤษีผสม ซัลเวีย ปีโกเนีย พรมญี่ปุ่น
เฟิน
ไผ่แคระ ไม้ตระกูลใบเงิน
ใบทอง ใบนาก และหมากผู้หมากเมีย
แหล่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่จาก >> สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
กระทรวงพลังงาน
|